“KLINIQ” ดีเดย์ย้ายเทรด SET 7 พ.ย.นี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นเป็นผู้นำธุรกิจความงามและสุขภาพ เติบโตเด่น-ปันผลงาม
บมจ.เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม หรือ KLINIQ ผู้นำธุรกิจคลินิกความงามครบวงจรของไทย ประกาศความสำเร็จอีกก้าวสำคัญ หลังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) อนุมัติการย้ายเข้าจดทะเบียนจากตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เข้าซื้อขายในกระดานหลักของ SET อย่างเป็นทางการ สะท้อนความแข็งแกร่งของพื้นฐานธุรกิจและศักยภาพการเติบโต วางแผน 3 ปี วิ่งสู่เป้าหมาย 100 สาขา ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า ชู THE KLINIQUE แบรนด์หลักลุยตลาดกำลังซื้อสูง บวก L.A.B.X จับกลุ่มวัยรุ่นและวัยเริ่มต้นทำงาน ตั้งเป้ารายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 20-25% คาดเห็นรายได้รวมเกิน 5,000 ล้านบาท ในปี 2571
นายแพทย์อภิรุจ ทองวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ KLINIQ กล่าวว่า การย้ายเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขยายฐานนักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนสถาบัน และกองทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มองเห็นศักยภาพของธุรกิจความงามระดับพรีเมียมของไทย ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ โดย KLINIQ คงเน้นการขยายการเติบโตภายในประเทศเป็นหลัก ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ให้ความสำคัญในการติดตามทิศทางเศรษฐกิจและการตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับกำลังซื้อในประเทศ สำหรับกลุ่มลูกค้าต่างประเทศ KLINIQ ดำเนินกลยุทธ์การตลาดตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าต่างประเทศ ด้วยจุดแข็งด้านแบรนด์ การบริการ และเทคโนโลยีความงามครบวงจร
สำหรับเป้าหมายสำคัญของ KLINIQ ในการเป็นบริษัทมหาชน คือการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างแข็งแกร่ง พร้อมจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 กระทั่งเข้าซื้อขายในกระดานหลักของ SET ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 บริษัทฯ มีผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน (2565-2567) โดยมีรายได้รวม 1,647.20 ล้านบาท, 2,318.35 ล้านบาท และ 3,008.95 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 205.49 ล้านบาท, 288.62 ล้านบาท และ 322.19 ล้านบาท ตามลำดับ หรือคิดเป็นการเติบโตนับจากวันเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ปี 2565 ถึงปี 2567 รายได้รวมเติบโต 82.67% ขณะที่กำไรเติบโต 56.79%
ด้านการจ่ายปันผลบริษัทฯ มีนโยบายจ่ายต่อเนื่องปีละ 2 ครั้ง โดยเริ่มจ่ายครั้งแรกหลังเข้าจดทะเบียน ซึ่งปันผลจากผลการดำเนินงานวันที่ 1 สิงหาคม 2565 - 31 ธันวาคม 2565 ที่ 0.50 บาทต่อหุ้น นอกจากนี้ปันผลจากผลการดำเนินงานงวด 1 มกราคม 2566 - 30 มิถุนายน 2566 ที่ 0.55 บาทต่อหุ้น และงวดครึ่งปีหลังปี 2566 อีก 0.75 บาทต่อหุ้น
ส่วนผลการดำเนินงานปี 2567 ปันผลระหว่างกาล 0.65 บาทต่อหุ้น และปันผลครึ่งปีหลังอีก 0.75 บาทต่อหุ้น สำหรับผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,674.81 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 174.06 ล้านบาท โดยจ่ายปันผลจการผลการดำเนินงานงวด 1 มกราคม 2568 - 30 มิถุนายน 2568 อยู่ที่ 0.70 บาทต่อหุ้น โดยจ่ายปันผลเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา
ด้านแผนการดำเนินงานระยะ 3 ปี (2569-2571) KLINIQ ตั้งเป้ามีสาขาครบ 100 สาขารวมทุกแบรนด์ และมีรายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 15% หรือมีรายได้รวมมากกว่า 5,000 ล้านบาท โดยแบรนด์ในเครือ ประกอบด้วย THE KLINIQUE, L.A.B.X, L’CLINIC, KLINIQ WELLNESS SPA และ THE KLINIQUE SURGERY CENTER ซึ่งเป็นศูนย์ศัลยกรรมครบวงจรของบริษัทฯ และมีแผนการขยายเป็นโรงพยาบาลศัลยกรรมในอนาคต
“การย้ายเข้าจดทะเบียนในตลาด SET เป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการสร้างพื้นฐานธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง ด้วยปัจจัยพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง ความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล และศักยภาพในการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ KLINIQ ก้าวสู่ความยั่งยืน พร้อมรักษามาตรฐานความเป็นผู้นำธุรกิจความงามในประเทศไทย” นายแพทย์อภิรุจ ทองวัฒน์ กล่าว
ยอดนิยม
NCL ปี 68 ฟื้นตัวต่อเนื่องรายได้ 861 ล้านบาทโต 24% ชี้ธุรกิจ “ส่งเสริมการป้องกันประเทศ” ดันกลุ่มบริษัทเติบโตสูง
ออริจิ้น แต่งตั้ง ALL WELL Corp เป็น Exclusive Agent ดัน Grand Hampton Thonglor สู่เครือข่ายนักลงทุนระดับมหาเศรษฐีทั่วโลก
ปตท. และ โออาร์ ตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน ตอบรับนโยบายรัฐบาล ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน
SMO เปิดบ้านต้อนรับสื่อ กางโรดแมปปี 2569 ชูแผนขยายธุรกิจ เร่งขยายกำลัง–เพิ่มขีดแข่งขัน หนุนการเติบโตยั่งยืน