7 โบรกมั่นใจ “NER” แข็งแกร่ง คาดกำไรเติบโตต่อเนื่อง บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน)

มุมมอง “Neutral” ต่อข้อมูลที่ได้รับจากงานประชุมนักวิเคราะห์ เนื่องจากบริษัทยังคงเป้าหมายการขายที่ 500,000 ตัน (+14%y-y) และการเลื่อนเปิดโรงงานเป็นไปตามที่เราคาด โดยเรามองว่ากลยุทธ์ของ NER มีความรอบคอบและระมัดระวัง ซึ่งเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน สำหรับโมเมนตั้ม 2Q25F คาดกําไรสุทธิเพิ่มขึ้น y-y จากปริมาณการขายและราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น แต่คาดลดลง q-q จากปัจจัย ฤดูกาล คงประมาณการกําไรสุทธิ 2025F ที่ 1,974 ลบ. (+19%y-y) คงคำแนะนํา Buy TP 5.85 บ.
ประเด็นสำคัญ
-
บริษัทคงเป้าปริมาณการขายปี 2025F ที่ 500,000 ตัน คิดเป็นเพิ่มขึ้น +14%y-y จาก 439,179 ล้านตันในปี 2024 ผลักดันจาก Demand ยางที่ใช้ในรถ EV จีนและยางที่ใช้เปลี่ยนแทนรถเก่ายังคงเพิ่มขึ้น และคาด
คำสั่งซื้อจากอินเดียเพิ่มขึ้น ขณะที่ Supply ในตลาดโลกลดลงจาก Supply อินโดนีเซียและเวียดนามลดลง -
เลื่อนแผนขยายโรงงานในไทย (โรงงาน 3) ออกไปอย่างน้อย 6 เดือน จากเดิมบริษัทคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างกลางปี 2025 เนื่องจากสถานการณ์ภาพรวมของโลกมีความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนําเข้าของสหรัฐ (Reciprocal tariff) แม้ยางแท่งและยางแผ่นจะได้รับการยกเว้นภาษี แต่อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากที่ลูกค้าผลิตยางล้อรอดูสถานการณ์
บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด
NER : กําไรดีกว่าคาด โตทั้ง y-y และ q-q
-
1Q25 กําไรขยายตัวทั้ง y-y และ q-q และดีกว่าคาด 13.1% จากปริมาณขายมากกว่าคาด
-
ความเสี่ยงมากขึ้นจากนโยบายทรัมป์ มีแนวโน้มปรับประมาณการลง
-
งบดี ปันผลสูง P/E25E เพียง 3.3x ยังพอเก็งกำไรสั้นๆได้ระหว่างนี้
1Q25 กําไรสุทธิ 609 ลบ. ขยายตัว +34% y-y และ +69% q-q จากปริมาณขายมากกว่าคาด : ยอดขาย 8,698 ลบ. +33% y-y แต่หด -3% q-q ภายใต้ปริมาณขายอยู่ที่ 127,090 ตัน +11% y-y แต่หด -7% q-q แต่ ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 68.44 บาท/ กิโลกรัม เพิ่ม +20% y- y และ +4% q-q และราคาขายที่เร่งตัวขึ้นมากกว่าต้นทุน ส่งผลให้อัตรากําไรขั้นต้นเพิ่มเป็น 10.6% จาก 8.8% ใน 4Q23 แต่ยังต่ำกว่า 11.6% ใน 1Q24
บริษัทหลักทรัพย์ เอสบีไอ ไทย ออนไลน์ จำกัด
NER รายงานกําไรสุทธิ 1Q68 ที่ระดับ 608.84 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตกว่า 34.22%YoY โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญของรายได้จากการขายที่เติบโตกว่า 32.96%YoY อยู่ที่ 8.7 พันล้านบาท โดยแบ่งเป็นยอดขายในประเทศ (สัดส่วน 69.87% ของยอดขายทั้งหมด) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 24.81% YoY มาอยู่ที่ 6.1 พันล้านบาท และรายได้จากต่างประเทศ (30.13% ของรายได้ทั้งหมด) เติบโต 56.71%YoY สู่ระดับ 2.6 พันล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นกว่า 10.88% มาอยู่ที่ระดับ 1.27 แสนตัน รวมถึงราคาขายสินค้ายางเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 19.9%YoY รวมถึง SG&A to Sales ที่ในช่วง 1Q68 อยู่ที่ 2.01% ลดลงจาก 2.33% ใน 1Q67 จากการลดลงของค่าใช้จ่ายกิจกรรม CSR ส่วน Gross Profit Margin ใน 1Q68 อยู่ที่ 10.61% ลดลงจาก 11.64% ใน 1Q67 โดยได้รับผลกระทบจากราคายางที่มีการเพิ่มขึ้นกระทบต่อสัดส่วนต้นทุนวัตถุดิบยางเมื่อเทียบกับรายได้มีต้นทุนสูงขึ้น
แนวโน้มผลประกอบการในช่วง 2Q68 และ 3Q68 จะยังเติบโตต่อและยังไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ Reciprocal Tariff โดยบริษัทยังคงเป้าปริมาณขายที่ 500,000 ตัน โดย Demand จะยังเป็นบวกจากแนวโน้มยอดขายรถ EV ที่ยังเพิ่มขึ้นรวมถึงสัดส่วน Replacement Ratio ที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับ Supply ที่ปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นจะหนุนปริมาณการผลิต
ส่วนผลกระทบต่อมาตรการภาษี ลูกค้าโรงงานจีนในไทยไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากปริมาณส่งออกยางรถยนต์จากโรงงานจีนในไทยไปยังสหรัฐฯคิดเป็นเพียง 4% ของทั้งหมด ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตามอยู่ที่การเจรจาระหว่างไทย-สหรัฐฯเพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีซึ่งจะมีผลต่อยอดขายในช่วงปลาย 3Q68 – 4Q68
บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด
กําไร 1Q25 ออกมาดี แต่ช่วงที่เหลือของปีอาจจะชะลอตัว ลูกค้าชะลอคำสั่งซื้อเพื่อรอดูความชัดเจนของภาษี
ปรับคำแนะนําลงเป็นถือ และปรับราคาเป้าหมายลงมาเป็น 4.50 บาท อิง Avg PER 4.5 เท่า แนวโน้มกําไรอาจจะชะลอลงในช่วงถัดไป และความไม่แน่นอนของภาษีสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อปริมาณขายได้ โดยราคาหุ้นเคยทำจุดสูงสุดในปีที่ 5.05 บาท ก่อนปรับลดลงกว่า -15% ในช่วงเดือนเมษายนที่สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษี
NER รายงานกําไรใน 1Q25 สุดโดดเด่นที่ 609 ล้านบาท +34% YoY, +69% QoQ ซึ่งไตรมาสก่อนมีผลของ Fx Loss ค่อนข้างมาก ในขณะที่ไตรมาสมีผลของ Hedging gain ถ้าไม่รวมผลของรายการดังกล่าวกําไรปกติอยู่ราว 595 ล้านบาท +25% YoY, +23% QoQ โดยเพิ่มขึ้น YoY จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่เพิ่มขึ้น QoQ จากราคาขายปรับขึ้น
-
แนวโน้ม 2H25 ยังท้าทาย ลูกค้าชะลอคำสั่งซื้อเพื่อรอดูของภาษีสหรัฐฯ ทั้งนี้ ผู้บริหารยังคงเป้าที่
5 แสนตัน ยังคงประมาณการกําไรทั้งปีที่ 1.8 พันล้านบาท แต่อาจจะมี Downside ถ้าผลของภาษีสหรัฐฯ พ้น 90 วันแล้วไม่มีข้อยุติ
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด
NER กําไรยังแกร่งถึง 3Q25
- แนวโน้ม 2Q25 เบื้องต้นคาดปริมาณขายลดลงเล็กน้อย QoQ อยู่ที่ 1.2 แสนตัน ขณะที่ราคาขาย เฉลี่ยคาดปรับสูงขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับ GPM ลดลงเล็กน้อยเช่นกัน คาดเบื้องต้นที่ราว 10.0% จาก 10.6% ใน 1Q25 จากต้นทุนที่ขยับขึ้นจากราคาใน 1Q25 ขณะที่ราคาที่ลดลงใน 2Q25 มีวัตถุดิบให้ซื้อไม่มากทำให้
ถัวเฉลี่ยราคาลงไม่ได้มาก คาดกําไรสุทธิที่ 500 ลบ.+/- ลดลง 10 – 15% QoQ แต่ยังเติบได้ YoY
- ผลการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯต่อไทยและจีน ทำให้ลูกค้ากลุ่ม Trader ซึ่งบริษัทฯ มียอดขาย ผ่านกลุ่มนี้ราว 60 – 70% ชะลอการซื้อ แม้ว่าแท้จริงแล้วลูกค้าจีนโดยตรงจะได้รับผลกระทบจํากัด เพราะยางล้อที่ผลิตในจีนมีการส่งออกไปสหรัฐฯเพียง 4% แต่ลูกค้ากลุ่ม Trader มักมีความอ่อนไหวต่อประเด็นเศรษฐกิจมหภาค แต่หลังจากที่สหรัฐฯและจีนมีการเจรจาและลดภาษีระหว่างกันลงชั่วคราวทำให้ลูกค้าเริ่มกลับมาทำการซื้อมากขึ้น แต่ยังอยู่ที่ระดับประมาณ 75% ของระดับปกติก่อนประกาศภาษีวันที่ 2 เม.ย. ซึ่งผลกระทบนี้จะกระทบเต็มที่ใน 4Q25 แต่ถือว่าน้อยกว่าที่คาดไว้เดิมว่าอาจจะเริ่มกระทบชัดเจนใน 3Q25 เลย เนื่องจากยอดขายใน 3Q25 มากกว่า 70% มีการปิดการขายไปแล้วก่อน 2 เม.ย.
- NER มีลูกค้ายางล้ออินเดียรายใหม่ 1 ราย คาดว่าจะเริ่มทำการซื้อขาย 4Q25 และจะไปหนุนรายได้ 1Q26 เป็นต้นไป และคาดว่าจะมีเพิ่ม1ราย ซึ่งเป็นรายใหญ่กว่ารายแรกจะทดสอบเสร็จสิ้นภายในเดือน ก.ค
-แผนขยายกําลังการผลิต บริษัทขอเลื่อนการพิจารณาออกไปอีก 6 เดือน หากสถานการณ์คลี่คลายได้ภายใน 90 วัน จะกลับมาเริ่มก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 3 ใน 1Q26
-ด้วยกำไร 1Q25 ที่ดีกว่าคาด และ2Q-3Q25ยังถูกกระทบจำกัด ประมาณการปัจจุบันเทียบเท่าคาดการณ์กำไร 4Q25 อยู่ที่ระดับ 300 ลบ +/- ซึ่งถือว่ามี Downside risk จํากัด
บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน)
ภาพรวมปี2025 มีเป้าการขายที่ระดับ 500,000 ตันเริ่มมีความเสี่ยงจากการที่ลูกค้าบางส่วน มีการชะลอคำสั่งซื้อจากผลกระทบ เรื่องภาษีของสหรัฐฯ และทำให้ทางบริษัทมีการเลื่อนการสร้างโรงงานใหม่เป็นต้นปี 26 แทน อย่างไรก็ตามระยะยาว NER มองว่าจากการที่ไทยเป็นประเทศที่มีผลผลิตยางมากที่สุดในโลก ทำให้ได้ข้อสรุป เรื่องภาษีแล้วคำสั่งซื้อจะทยอยกลับมา ทั้งนี้จากกําไรขั้นต้นในช่วง 1Q25 ที่มีเพียง 10.2% ทำให้เราปรับสมมติฐานทั้งปีลง จากเดิม 11% เหลือ 10.2% จึงประเมินกําไรสุทธิได้ใหม่ที่ 1,863 ล้านบาท เรายังแนะนํา “ซื้อ” เพราะยังมีจุดเด่นเรื่องเงินปันผลที่คาดผลตอบแทนเกือบ 10% แต่แนะนําให้รอความชัดเจนเรื่องภาษีก่อนเข้าลงทุน
และยังคงแนะนํา “ซื้อ” แต่ปรับกําไรลงเล็กน้อย มีปัจจัยบวกมาจากการที่ไทยเป็นแหล่งวัตถุดิบยางพาราเบอร์ 1 ของโลก ทำให้แม้ว่าจะมีการปรับขึ้นภาษีจากสหรัฐฯ แต่บริษัทล้อยางยังคงต้องการยางพาราอยู่ ทำให้การขายยังมีโอกาสเติบโตได้
บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด
1Q68 ทำได้ดีกว่าคาด ประมาณการรายได้ที่ 3.17 หมื่นล้านบาท กําไรสุทธิ 1.92 พันล้านบาท
-
1Q68 มีกําไรสุทธิ 8 ล้านบาท (+34.2% YoY) รายได้จากการขาย 8,698.0 ล้านบาท
(+33.0%YoY) ที่ปริมาณขาย 1.27 แสนตัน (+10.9%YoY) -
ผู้บริหารยังตั้งเป้าปริมาณขาย 5 แสนตัน แนวโน้ม 2Q68 รายได้และปริมาณขาย ทรงตัวจาก 1Q68 ช่วง 3Q-4Q68 ด้านราคาขาย ปริมาณขาย และมีแนวโน้มลดลงจาก 1H68
-
คงประมาณการณ์รายได้ที่ 17 หมื่นล้านบาท และกําไรสุทธิ 1.92 พันล้านบาท
-
คงคำแนะนํา ชื้อ ที่ราคาเป้าหมายสิ้นปี 68 ที่ราคา 00 (ไม่เปลี่ยนแปลง)
บริษัทรายงานกําไรสุทธิ 1Q68 เท่ากับ 608.8 ล้านบาท (+34.2%YoY, +69.4%QoQ) ในงวดมีรายได้จากการขาย เท่ากับ 8,698.0 ล้านบาท (+ 33.0%YoY,-2.6%QoQ) มีปริมาณขาย 127,090 ตัน เพิ่มขึ้น 12,470 ตันหรือ +10.9% เมื่อเทียบกับ 1Q67 แบ่งเป็นรายได้จากการขายในประเทศ 69.9% และ รายได้จากการขายต่างประเทศ 30.1% ด้านอัตรากําไรขั้นต้นอยู่ที่ระดับ 10.6% ลดลงจากช่วง 1Q67 ที่ระดับ 11.6% ขณะที่ในงวดมีผลกระทบขาดทุนจากอัตรา แลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริง 13.3 ล้านบาท
ยอดนิยม
SENA Solar จับมือ Huawei ยกระดับ Green Lifestyle Ecosystem ชี้โซลาร์คือการลงทุนระยะยาว
Blu Green Token แรง บิ๊กธุรกิจนักลงทุนสนใจร่วมลงทุนเพียบ DITTO โชว์เทคโนโลยี AI และดาวเทียมบริหารจัดการป่า
“คุณา เทวอักษร” CEO “คุณาลัย” พลิกเกมดึงเมกะเทรนด์ "Longevity Living"
“WASH” เชนร้านสะดวกซัก WashXpress กระตุ้นการใช้บริการ มุ่งหนุนยอดขาย SSSG เริ่ม 19 มิถุนายนนี้