STA โชว์ผลประกอบการ Q1/68 เติบโตแข็งแกร่ง สร้างปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 6 ไตรมาสติด
บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (“STA” หรือ “บริษัทฯ”) ประกาศผลงานไตรมาส 1/2568 ที่แข็งแกร่ง ทำรายได้จากการขายและบริการ 34,385 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 689 ล้านบาท เติบโตแข็งแกร่งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคายางธรรมชาติและปริมาณการขายยางที่เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 6 ไตรมาส รวมถึงราคาถุงมือยางที่เพิ่มขึ้น คาดมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ไม่ส่งผลกระทบโดยตรงกับบริษัทฯ มากนัก เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐฯ เพียง 10% และเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้นจากการปรับขึ้นภาษีครั้งนี้ ด้านผู้บริหารมอนิเตอร์สถานการณ์ต่อเนื่อง วางกลยุทธ์มุ่งเน้นสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง 
นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ผู้นำธุรกิจยางธรรมชาติครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของโลกและผู้ผลิตถุงมือยางอันดับหนึ่งของประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2568 ของบริษัทฯ เติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้จากการขายและบริการ 34,385 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและ 3.4% จากไตรมาสก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 689 ล้านบาท พลิกจากผลขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 19.4% จากไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่าผลการดำเนินงานจะปรับตัวดีขึ้น แต่เนื่องจากในไตรมาส 4/2567 บริษัทฯ มีรายได้พิเศษจากดอกเบี้ยรับคืนจากเงินกู้ระยะยาวจำนวน 483 ล้านบาท ที่ได้รับการสนับสนุนจากการยางแห่งประเทศไทย ทำให้ภาพรวมกำไรลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
ปัจจัยหลักของการเติบโตมาจากปริมาณการขายยางธรรมชาติรวมทุกประเภทที่เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 6 ไตรมาสอยู่ที่ 396,955 ตัน เติบโต 24.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 2.6% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นยอดขายจากการส่งมอบยาง EUDR ราว 43,000 ตัน สะท้อนถึงดีมานด์ที่มีต่อเนื่องแม้ชะลอตัวบ้างเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ทั้งนี้ อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ร้อยละ 9.1 จากร้อยละ 7.9 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และร้อยละ 7.5 จากไตรมาสก่อนหน้า
นายวีรสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา คาดว่าไม่ได้ส่งผลกระทบกับ
บริษัทฯ มากนัก เนื่องจากกลุ่มบริษัทศรีตรัง มีสัดส่วนรายได้จากการขายยางธรรมชาติและถุงมือยางไปยังสหรัฐฯ เพียง 10% ของรายได้รวมในปีที่ผ่านมา และสหรัฐฯ มีการบริโภคยางธรรมชาติเพียง 4-5% ของความต้องการใช้รวม
ทั่วโลกเท่านั้น เนื่องจากไม่มีฐานการผลิตยางรถยนต์ตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยางธรรมชาติถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าที่ได้รับยกเว้นจากการปรับขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม แม้ผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติของไทยอาจไม่ได้อยู่ในกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่บริษัทฯ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากบริษัทฯ อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยางล้อซึ่งอาจมีผลกระทบทางอ้อม โดยสถานการณ์ในช่วงนี้ลูกค้าในไทยและต่างประเทศอยู่ในระหว่างประเมินความชัดเจนจากการเจรจาต่อรองกับสหรัฐฯ ของไทยและประเทศอื่นๆ โดยประเมินว่าหากสถานการณ์มีความชัดเจนขึ้น บริษัทฯ จะได้รับผลเชิงบวกด้านคำสั่งซื้อจากการมีความสัมพันธ์ที่ดีและได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้า ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ขยายกำลังการผลิตยางธรรมชาติ โดยเฉพาะยางแท่ง (TSR) แล้วเสร็จไปกว่า 90% ของเป้าหมาย 4.0 ล้านตันภายในปี 2569 จากแผนลงทุนที่ดำเนินการมาตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
“เรายังคงมุ่งเน้นสร้างความสามารถในการแข่งขันให้มีประสิทธิภาพและรักษาความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ เพื่อรับมือกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ มาตรการภาษี และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเน้นการสื่อสารกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด และปี 2568 จะเป็นปีที่บริษัทฯ ดึงศักยภาพจากการลงทุนในกำลังการผลิตที่ได้ดำเนินการไปแล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเราจะทยอยเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ให้สอดคล้องกับคำสั่งซื้อในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของกลุ่มบริษัทศรีตรังในระยะยาว” นายวีรสิทธิ์ กล่าวเสริม
ยอดนิยม
วิมุต โฮลดิ้ง หนุน WAVE รุกธุรกิจ Healthcare ปั้นโรงพยาบาล 49 เตียง ชูศูนย์ฟอกไต ต่อยอด Home Healthcare
“โกลเบล็ก” มองหุ้นไทยสัปดาห์นี้แกว่งแคบ แนะเก็บหุ้นอสังหาฯ รับมาตรการสินเชื่อใหม่
MAGURO GROUP จับมือ ONYX Hospitality Group ส่งแคมเปญ “กินแล้วได้เที่ยว เที่ยวแล้วได้กิน” เริ่ม 15 ต.ค. 69 – 31 มี.ค. 70
WHAUP เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานสะอาด เริ่มก่อสร้างโครงการ Solar Farm ภายใต้ FiT แห่งแรก ขนาด 9.9 เมกะวัตต์ จ.นครราชสีมา