จิปาถะ

มุมมองนักวิเคราะห์การลงทุน ‘ไพบูลย์’ เปิด 4 แรงดัน หุ้นไทยทะยาน 1,500 จุด


14 กุมภาพันธ์ 2567
มุมมองนักวิเคราะห์การลงทุน.jpg

ย้อนกลับไปมองภาพปีกระต่าย 2566 เพิ่งผ่านพ้นไป สำหรับภาคตลาดหุ้นไทย เป็นปีกระต่ายที่นอกจากจะไม่สามารถกระโดดได้ไกลอย่างที่คาดหวังกันไว้แล้ว ดูเหมือนเป็นกระต่ายถูกพันธนาการ ไม่ให้เคลื่อนตัวได้ดั่งใจอีกด้วย สะท้อนจากภาคการเงินการลงทุน ที่มีผลตอบแทนไม่เพิ่มพูน กลับกันยังร่อยหรอลงซ้ำเติม


ตลาดทุนไทยปี 2566 โดยเฉพาะตลาดหุ้น ถูกกระทบจากทั้งปัจจัยภายนอก และปัจจัยเฉพาะตัวในประเทศ จนดัชนีปรับระดับลงมาวิ่งที่ 1,300 จุดปลายๆ เท่านั้น จากเดิมขึ้นไปถึง 1,650 จุด

หันกลับดูข้างหน้า ปีมังกร 2567 นี้ มาพร้อมกับความคาดหวังอีกครั้งจะเป็นปีมังกรทะยานขึ้นฟ้า นำพาความมั่งคั่งกลับมาให้ทุกคน

วันนี้ขอเปิดมุมมองทิศทางของกูรู ผู้คร่ำหวอดในวงการตลาดหุ้นไทย นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด และนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ให้มุมมองไว้รอบด้าน ดังนี้

ทิศทางตลาดหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวเป็นบวกหรือลบได้มากน้อยเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยเป็นสำคัญ ซึ่งขึ้นอยู่กับรัฐบาลด้วยว่าจะสามารถผลักดันให้เศรษฐกิจไทยกลับมาในระดับ 3% ได้หรือไม่ เนื่องจากการลงทุนในตลาดหุ้นขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจ รัฐบาลที่มีเวลาบริหารราชการแบบเต็มปี จึงต้องมาดูว่ารัฐบาลจะทำให้เศรษฐกิจโตได้หรือไม่ ถือเป็นประเด็นสำคัญสุด

หากดูแนวโน้มขณะนี้มองว่าน่าจะมีความเป็นไปได้ เพราะเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ทั้งภาคการท่องเที่ยวที่ภาพดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาคการส่งออกเริ่มมีการฟื้นตัวให้ได้เห็นมากขึ้น รวมถึงรัฐบาลจะมีงบประมาณประจำปี 2567 ใช้แล้ว เทียบกับปี 2566 ที่ไม่มีงบประมาณใช้ในการบริหาร โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เชื่อว่ารัฐบาลน่าจะเตรียมแผนสองเอาไว้ ในกรณีที่หากแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาทต่อคนนั้น ไม่ผ่านการอนุมัติออกมาหรือทำไม่ได้ ขณะนี้ประเมินว่ายังมีโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะสามารถกลับมาได้ดีขึ้น แต่ต้องรอช่วงครึ่งปีหลัง เป็นต้นไป เพราะช่วงครึ่งปีแรกนี้ ความมั่นใจอาจยังดูน้อยกว่าปกติอยู่

ทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ รวมถึงปัจจัยแวดล้อมในต่างประเทศ ที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย น่าจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยได้ โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยนโยบายประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ อย่างสหรัฐ คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) น่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างแน่นอน เพียงแต่รอว่าจะเริ่มต้นในช่วงใดเท่านั้น ทำให้ประเด็นดอกเบี้ยสูงจะไม่ได้เป็นประเด็นกดดันตลาดหุ้นไทยมากเท่าช่วงที่ผ่านมา ส่วนอัตราดอกเบี้ยของไทย ครึ่งปีหลังก็มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยลงได้ หากเฟดเริ่มปรับลดดอกเบี้ยลง จะเปิดโอกาสให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีช่องว่างในการลดดอกเบี้ยลงได้

เรื่องอัตราดอกเบี้ยในไทยที่ยังไม่ปรับลดลงนั้น ส่วนนี้มองว่าเศรษฐกิจในภาพรวมเป็นตัวใหญ่ เป็นประเด็นหลักมากกว่า ดอกเบี้ยเป็นแค่ตัวรองเท่านั้น เพราะหากเศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้ ทุกอย่างจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้สะดวกขึ้น ถามว่าดอกเบี้ยหากปรับลดลงจะช่วยได้บ้างหรือไม่ มองว่าคงช่วยได้บ้างเล็กน้อย แต่ไม่ได้มากขนาดนั้น เนื่องจากเราไม่ได้มีช่องว่างในการปรับลดดอกเบี้ยได้มากนัก เพราะตอนนี้ดอกเบี้ยอยู่ในระดับ 2.5% เทียบกับสหรัฐ ที่อยู่ระดับ 5.5% ทำให้ช่องว่างอยู่คนละที่กัน โอกาสที่จะปรับลดลงก็คงมีและทำได้ แต่ไม่ได้เยอะ รวมถึงการลดดอกเบี้ยไม่ได้มีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก ใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจด้วย เทียบกับนโยบายการคลังที่รัฐบาลแทนที่จะรอดิจิทัลวอลเล็ตออกมา รอแล้วไม่รู้จะเริ่มได้เมื่อไหร่ ก็น่าจะเตรียมทำแผนสองไว้เลย เพราะวันนี้จริงๆ เราไม่ได้ต้องการให้เม็ดเงินใส่เข้าไปในระบบเศรษฐกิจทีเดียว 5 แสนล้านบาท ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้นรัฐบาลควรมองหากลุ่มคนที่ต้องการความช่วยเหลือหรือกลุ่มเป้าหมายที่มีมาตรการตอบโจทย์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจในตัวได้

ระดับดัชนีหุ้นไทยที่เคลื่อนไหวแถวบริเวณ 1,300 จุดปลายๆ จนถึง 1,400 จุดต้นๆ ปรับลดลงมาจากเดิมที่ขึ้นไปถึงระดับ 1,500-1,600 จุดได้ มองว่าเป็นเรื่องความไม่มั่นใจของนักลงทุน แน่นอนว่าปี 2566 ก็มีเรื่องเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าคาดการณ์ด้วย เพราะเปิดต้นปี 2566 มาด้วยความคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ที่ระดับ 3% ขึ้นไป แต่ตัวเลขที่ออกมาอยู่ระดับกว่า 2% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน่าผิดหวัง เนื่องจากเป็นผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ด้วย ซึ่งไม่ได้เติบโตเหมือนที่ทุกคนคาดไว้ โดยมองว่าเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ระดับดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และแม้ภาพตอนนี้ดูดีขึ้นบ้างแล้ว นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้น แต่ยังต้องรอตัวเลขต่างๆ ออกมายืนยันก่อนนว่าเศรษฐกิจไทยออกมามีการฟื้นตัวได้จริง

ปี 2566 ความเชื่อมั่นถูกกระทบจากการตั้งข้อสังเกต หรือข้อสงสัยในเรื่องการชอร์ตเซล หรือโปรแกรมเทรดดิ้ง รวมทั้งการส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นด้วยความถี่สูง (High Frequency Trading: HFT) จากนักลงทุนต่างชาติ ที่เป็นตัวการทำให้ตลาดหุ้นไทยซบเซาหรือไม่ แต่ส่วนนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ก็ยืนยันมาตลอดว่าปัจจัยเหล่านี้ไม่ใช่ต้นเหตุที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย รวมถึงได้ว่าจ้างแต่งตั้งที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เพื่อศึกษาวิเคราะห์กระบวนการของระบบทำงาน รวมถึงเทคโนโลยีของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งก็มีผลยืนยันออกมาว่าไม่ใช่ตัวปัญหา รวมถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ของตลาดหลักทรัพย์ฯก็อยู่ในระดับมาตรฐานสากล ไม่ได้แตกต่างจากต่างประเทศ เพียงแต่มีช่องว่างที่ยังสามารถทำให้เข้มงวดรัดกุมได้มากขึ้น

การดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมาอีกนั้น ขณะนี้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องก็กำลังพยายามทำอยู่ โดยเฉพาะตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่มองว่าความสำคัญหลักเป็นรัฐบาลมากกว่า เพราะหัวใจสำคัญเป็นเรื่องเศรษฐกิจในประเทศ ที่จะต้องเติบโตมากกว่าเดิมให้ได้ โดยหากรัฐบาลเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยตอนนี้เข้าสู่วิกฤต นักลงทุนก็คงไม่กล้าลงทุนเพิ่มเติมเพราะวันนี้ทุกคนก็อยากเห็นรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัวในระดับศักยภาพจริงของประเทศไทยให้ได้ หากทุกคนเริ่มมองว่ารัฐบาลสามารถทำส่วนนี้ได้ เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) จะเริ่มไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง

ระดับดัชนีหุ้นไทยที่ 1,500 จุด มองว่ามีโอกาสกลับขึ้นไปถึงเหมือนที่เคยขึ้นไปได้แน่นอน ภายใต้เงื่อนไขคือ

1.เศรษฐกิจไทยต้องกลับมาฟื้นตัว

2.การรักษาวินัยการคลังของรัฐบาลด้วย เพราะแม้ทุกคนจะอยากเห็นเศรษฐกิจฟื้นตัวรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันเราก็มีปัญหาเรื่องหนี้สินที่สูงอยู่ วินัยการเงินการคลังจึงมีความสำคัญ

3.ความมุ่งมั่นในการแก้ไขโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศ เนื่องจากประเทศไทยมีปัญหาอยู่เยอะ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่รัฐบาลเริ่มดำเนินการแก้ไขไปแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลา รวมถึงการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ให้ประเทศไทย ซึ่งส่วนเหล่านี้จะต้องสอดประสานกัน เพราะนักลงทุนก็ไม่ได้มองแค่ปีนี้เท่านั้น แต่มองไปในระยะยาวเป็นหลัก สามารถสร้างความมั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้ในระยะยาว

4.กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นไทย หากจะมีออกมาเพิ่มเติม ต้องแน่ใจว่าเป็นไปตามมาตรฐานสากล ไม่ได้แตกต่างไปจากคนอื่น ไม่อย่างนั้นเงินลงทุนต่างชาติที่ควรจะกลับเข้ามา ก็จะไม่ไหลเข้ามาอย่างที่คาดไว้

ที่มา : https://www.matichon.co.th/economy/news_4423049