แบงก์ชาติจีนรุกหนัก! ซื้อทองเพิ่มอื้อ! 9.95 ตัน สวนกองทุนยักษ์เทขาย 52.07 ตัน

กองทุนทองคำ SPDR เดือนมิถุนายนขายสุทธิ 9.22 ตัน ขณะที่ตั้งแต่ต้นปีขายสุทธิ 52.07 ตัน ส่วนธนาคารกลางจีน เพิ่มทองคำสำรองเป็นเดือนที่ 19 ติดต่อกัน ในเดือนพฤษภาคม โดยซื้อเพิ่มประมาณ 9.95 ตัน
บทวิเคราะห์บริษัท เอ็มทีเอส แคปปิตอล จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางราคาทองคำ ราคาทองคำยังคงทรงตัวในระดับล่าง โดยปัจจัยสำคัญที่ตลาดติดตามยังอยู่ที่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ซึ่งมีแนวโน้มยืดเยื้อ แม้สหรัฐฯ จะเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการลดบทบาทและถอนตัวจากความขัดแย้ง เนื่องจากสงครามที่ยืดเยื้ออาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพของสหรัฐฯ มากกว่าผลดี อย่างไรก็ตาม ท่าทีที่ยังค่อนข้างแข็งกร้าวของ โดนัลด์ ทรัมป์ อาจไม่เอื้อต่อการเจรจา และยังทำให้ตลาดขาดความเชื่อมั่นต่อทิศทางสถานการณ์ในระยะสั้น
ด้านกองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าไม่เปลี่ยนแปลงการถือครอง ปัจจุบันถือครองที่ 1,019.92 ตัน โดยภาพรวมเดือนมิถุนายนขายสุทธิ 9.22 ตัน ขณะที่ตั้งแต่ต้นปีขายสุทธิ 52.07 ตัน สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันยังคงระมัดระวังต่อภาพรวมตลาดทองคำ
แม้ภาพระยะสั้นยังถูกกดดันจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ในระยะยาวยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก โดยล่าสุด ธนาคารกลางจีน เพิ่มทองคำสำรองเป็นเดือนที่ 19 ติดต่อกัน ในเดือนพฤษภาคม โดยซื้อเพิ่มประมาณ 9.95 ตัน ส่งผลให้ปริมาณทองคำสำรองรวมเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2,332 ตัน
โดยในเชิงเทคนิค ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways Down แต่เริ่มเห็นสัญญาณ Technical Rebound หลังราคาดีดตัวขึ้นจากบริเวณ 4,270 เหรียญ และกลับมาทรงตัวแถว 4,330 เหรียญ สะท้อนว่าแรงขายเริ่มชะลอลงและมีแรงซื้อกลับเข้ามาบางส่วน
อย่างไรก็ตาม ราคายังไม่สามารถผ่านแนวต้านบริเวณ 4,350 เหรียญ ได้อย่างชัดเจน ก่อนย่อตัวกลับลงมาใกล้ระดับ 4,300 เหรียญ ทำให้ภาพรวมระยะสั้นถึงระยะกลางยังคงเปราะบาง และตลาดยังอยู่ในภาวะ Wait & See เพื่อรอความชัดเจนจากทั้งปัจจัยพื้นฐานและสัญญาณกลับตัวทางเทคนิค
ประเมินกรอบระยะสั้นของ ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) แนวรับอยู่ที่บริเวณ 4,280 เหรียญ และ 4,230 เหรียญ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 4,370 เหรียญ และ 4,420 เหรียญ ส่วน ทองคำในประเทศ (Thai Gold) แนวรับอยู่ที่ระดับ 66,500 บาท และแนวต้านอยู่ที่ระดับ 68,000 บาท