Social

BJC ใหญ่ไม่คุ้ม

อีหล่าน้อย

      ราคาหุ้นบริษัทโฮลดิ้งอย่าง เบอร์ลี่ ยุกเกอร์(ประเทศไทย)จำกัด(มหาชน)หรือ BJC ที่กลุ่มศิริวัฒนภักดีบริหารและถือหุ้นใหญ่ ร่วงลงมาต่อเนื่อง นอกเหนือจากเหตุผลสภาพตลาดหุ้นไทยที่แกว่งตัวเพราะไร้ปัจจัยบวกสนับสนุนแล้ว ยังเป็นปรากฏการณ์อื่นๆเช่น

     - การร่วงของราคา เกิดหลังจากหุ้นแปลงสิทธิ์จากวอแรนต์เข้าทำการเทรดในตลาดตั้งแต่ 16 พฤศจิกายน 2561 เป็นต้นมา

      - ข่าวเกี่ยวกับการปรับลดจำนวนพนักงานของบริษัทหลักอย่างบีเจซี ซุปเปอร์สโตร์ (หรือ BIGC เดิม) ว่าจะมีจำนวนประมาณ 4,550คน จากจำนวนทั้งหมด 97 สาขาในไทย

     แม้ข่าวนี้จะไม่ได้ถูกยืนยันเป็นทางการ แต่สัญญาณทำนองเดียวกันจากคู่แข่งในไทยอย่างบริษัทเอกชัยดิสทริบิวชั่น ซีสเต็ม จำกัด หรือ Tesco Lotus จ้างพนักงานออก 1,767คน จาก 19 สาขา ในเดือนตุลาคม เป็นล็อตแรกเท่านั้นในระดับ Directer และManager ก่อน บางคนไม่รู้ตัวมาก่อน ทางฝ่ายบุคคลเรียกเข้าไปรับเงินเดือนเพิ่ม 10 เดือนแล้วพรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงาน  ก็ส่อเค้าถึงมรสุมของธุรกิจค้าปลีกโมเดิร์นเทรดแบบดิสเคาท์สโตร์ได้ดี

      - การพยายามสร้างการเติบโตทางลัดในเชิงปริมาณด้วยการควบรวมกิจการพิ่มเติม (กรณีล่าสุดคือการซื้อกิจการ WG ทางอ้อมผ่านบริษัทย่อยบีเจซี ซุปเปอร์สโตร์ ด้วยวงเงิน(รวมเทนเดอร์ออฟเฟอร์) ซึ่งในด้านรายได้อาจเพิ่มขึ้นจริง แต่มีปริศนาที่ชวนตั้งคำถามถึงความสามารถทำกำไรว่าจะทรงตัว เพิ่มขึ้น หรือถดถอยลง

     คำถามสุดท้ายดูจะค่อนข้างสำคัญสุด เพราะคำถามดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเลื่อนลอย เพราะบทเรียนจากกรณีทุ่มเงิน 2.3 แสนล้านบาทซื้อกิจการค้าปลีกโมเดิร์นเทรด บิ๊กซี ซุปเปอร์สโตร์ จำกัด(มหาชน) เข้ามาเมื่อหลายปีก่อนแล้วเปลี่ยนชื่อใหม่ (หลังถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์) แม้จำทำให้ยอดรายได้ของ BJC เติบโตก้าวกระโดด แต่อัตรากำไรสุทธิกลับทรงตัว เพราะยังคงต้องพึ่งพาธุรกิจเดิมที่เคยทำมาก่อนต่อไป ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกที่ทำรายได้เข้ามามากกว่า 70% ของรายได้รวมแต่ละไตรมาสและแต่ละปี กลับมีแนวโน้มกำไรถดถอยลง ชนิดที่เรียกว่า ไม่คุ้มต้นทุนการเงินที่ต้องจ่ายออกไป

     ผลประกอบการของธุรกิจค้าปลีกงวดไตรมาสสามปีนี้ และงวด 9 เดือนตอกย้ำได้ดีวาอาจจะเกิดปรากฏการณ์"ติดกระดุมผิดเม็ด"ขึ้นจากโมเดลธุรกิจที่ต้องการโตทางลัด

    ในด้านโครงสร้างธุรกิจปัจจุบันของ BJC แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักคือ กลุ่นสินค้าบริโภค กลุ่มสินค้าและบริการทางบรรจุภัณฑ์ และกลุ่มกลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่

    ธุรกิจ 2 กลุ่มแรกมีการเติบโตไม่มากนัก แต่ความสามารถทำกำไรต่อเนื่องเพราะมีการแข่งขันไม่สูงมากนัก แต่ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ที่เข้ามาเติมพอร์ตรายได้ เป็นธุรกิจที่เริ่มเข้าเขต"อิ่มตัว" สังเกตได้จากการที่คู่แข่งเริ่มหยุดการเปิดสาขาขนาดใหญ่ใหม่ แต่ไปเน้นการแข่งขันในสาขาขนาดเล็กแทน ซึ่งยิ่งทำให้ต้นทุนการแข่งขันเพิ่มขึ้น

     อัตรากำไรขั้นต้นของ BJC ไตรมาสสาทล่าสุด เท่ากับ 19.1% ลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อนที่เคยทำได้ 19.6% เนื่องจากอัตรากาไรขั้นต้นที่ลดลงจากกลุ่มสินค้าและบริการทางบรรจุภัณฑ์  ละกลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าสมัยใหม่ 

      ประเด็นสำคัญหลักมาจาก อัตรากำไรก่อนดอกเบยี้ และภาษีเงินได้ (EBITDA)ในไตรมาสสาม เท่ากับ 8.3 %ลดลงจรก 8.8 % จากระยะเดียวกันปีก่อนทเนื่องจากอัตราจากกลุ่มสินค้า และบริการทางบรรจุภัณฑและกลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ เพียงแต่ อัตรากาไรสุทธิในไตรมาสนี้ ที่ 4.3%เพิ่มขึ้นจาก 3.7%ของปีก่อน เพราะปัจจัยภายนอกจากอัตราภาษีที่ลดลง ช่วยเอาไว้

      เฉพาะกลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ พบว่าในไตรมาสสาม มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 16.8 % ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 17.7 % เนื่องจากฐานอัตรากาไรขั้นต้นปีก่อนที่สูงกว่าปกติ รวมถึงมีการลงทุนทางด้านราคาที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายพนักงานและค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้นจากการขยายสาขา ส่งผลต่อEBITDA อยู่ที่ 7.4% ลดลงจาก 8.0 % ของระยะเดียวกันปีก่อน 

      ความพยายามของผู้บริหารในการรุกธุรกิจกลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีก สมัยใหม่ ยังขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสสาม ได้เปิดไฮเปอร์ มาร์เก็ตขนาดใหญ่ 2สาขาที่จังหวัดนครสววรค์และจังหวัดบุรีรัมย์ และมินิบิ๊กซี 36สาขา(ไม่มีแฟรนไชส์) สง่ผลให้มีจำนววนสาขาไฮเปอรม์ารเ์ก็ตทงั้หมด 145สาขา บิ๊กซีมารเ์ ก็ต 60 สาขา มินิบิ๊กซี 716 สาขา (รวมสาขา แฟรนไชส์ 83 สาขา) และ ร้านขายยาเพรียว 137 สาขา

       การเปิดเกมรุกในห้างดิสเครท์สโตร์ขนาดใหญ่น้อยลง หันมาเน้นสาขาขนาดเล็ก สะท้อนอาการ"อิ่มตัว"ที่ชัดเจนของโมเดลธุรกิจที่เคยรุ่งเรือง

       ด้วยโมเดลธุรกิจตั้งแต่แรก ร้านโมเดิร์นเทรดแบบดิสเคาท์สโตร์ถือว่าขาดทุนจากการขายสินค้ามาแต่แรก เพราะถือหลักซื้อเงินผ่อน 45-60 วันขายเงินสด หมุนเงินสด แล้วนำเงินสดมาขยายสาขากลบตัวเลขขาดทุนเอาไว้ โดยพยายามหากำไรจากการให้เช่าพื้นที่ในห้างจากผู้เช่าอื่น และให้เช่าพื้นที่โฆษณามาเสริมตลอด

    ระยะ 5 ปีมานี้เกิดสภาวะ matured market ขยายสาขาขาดใหญ่ต่อไม่ได้มากเท่าช่วงแรก ทำห้างสาขาขนาดเล็กแบบ express-mini ช่วย ก็ไม่ใช่คำตอบ

    การปลดพนักงาน แสดงว่า มาถึงทางตันแล้ว แบบเดียวกับร้านที่ขยายสาขาขายของเฉพาะทางในต่างประเทศ อย่าง Toy'r'Us ที่เรียกว่า category killers ก็ถึงทางตัน เลิกไปแล้วเช่นกัน

    กำไรที่ถดถอยต่อเนื่อง(อาจจะฟื้นตัวบางไตรมาสในช่วงไฮซีซั่น) เป็นบทเรียนและกรณีศึกษาน่าสนใจว่า สำหรับ BJC แล้ว ลูกรักคนใหม่อย่าง กลุ่มสินค้าและบริการค้าปลีกสมัยใหม่ ที่ดูเป็น"ภาระ"มากกว่า"โอกาส"จะได้รับการพิจารณาบทบาทเช่นใดในอนาคต

    หวังว่า "หน้าตา"จะสำคัญน้อยกว่า"ผลตอบแทน" (ที่ใหญ่แล้วไม่คุ้ม) ถึงจะกลับมาสดใสได้อีก

  • 242