Social

ระวังหุ้นร่วง จากสงครามการค้า

ธณพงศ์ มีทอง

จบลงไปแล้ว ทั้งการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ และผลการประชุม FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐ รวมไปถึงการเมืองไทย ที่ถือว่าชัดเจนมากกว่าที่เคยมีมา เพราะโรดแมปวางไปถึงการตั้งรัฐบาลเข้าทำงาน และการสิ้นสุดของ คสช. เข้าสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเต็มตัว 

คำถามคือ มันคือการจบ หรือแค่เริ่มต้นใหม่ที่ชัดเจนขึ้น "คำตอบ" คงต้องมามองกันดีๆ เพราะกรณีผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา "พรรคเดโมแครต" สามารถกวาดคะแนนเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฏรไปได้ ขณะที่ "พรรครีพับลิกัน" ยังคงรักษาคะแนนเสียงข้างมากในวุฒิสภา หลายคนคงสงสัยว่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจของสหรัฐ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี "โดนัลด์ ทรัมป์" หรือไม่?

มองกันครับ คนทั่วโลกเชื่อว่าการกุมอำนาจเสียงข้างมากของพรรครีพับลิกันทั้งในสภาผู้แทนราษฎร (สภาล่าง) และวุฒิสภา (สภาสูง) จะทำให้การผลักดันนโยบายด้านต่างๆ ของ "ทรัมป์" ทำได้ง่ายขึ้น เหมือนที่ผ่านมา คือ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล การปรับลดภาษีนิติบุคคล ฯลฯ หลายๆ นโยบาย ซึ่งส่งผลให้มองเห็นภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโต

แต่ผลการเลือกตั้งกลางเทอมล่าสุด ทำให้เกมเริ่มเปลี่ยน หลัง "พรรคเดโมแครต" เข้ามาคานอำนาจการตัดสินใจ ต่อไป ไม่ว่าจะทำอะไรก็ลำบากมากขึ้น การผ่านนโยบายอะไร หรือใดๆ ก็ตาม จะทำได้ยากขึ้น แม้จะมีการมองว่า สหรัฐอเมริกาไม่เหมือนบ้านเรา พวกเขามองเห็นประโยชน์ประชาชนคนอเมริกันมาก่อน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ได้ราบรื่นเหมือนที่ผ่านมา จากความคิดเห็นที่อาจขัดแย้งกันระหว่าง 2 พรรคการเมือง โดยเฉพาะในเรื่องการผ่านงบประมาณ 

สำคัญที่สุด ก็ต้องมองไปที่ "นโยบายด้านการค้า" ที่หลายคนกังวล แต่ดูเหมือนว่า นโยบายตรงนี้ น่าจะยังคงดำเนินต่อไป ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นอำนาจของประธานาธิบดีโดยตรง ทำให้เชื่อว่า "ทรัมป์" จะเดินหน้าต่อ หรือการที่สหรัฐจะไม่เข้าร่วม FTA กับใคร หรือการจะตัด GSP ประเทศใด เรื่องเหล่านี้ ไม่ต้องผ่านความเห็นจากสภาฯ ต่างจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่จะต้องผ่านสภา

เท่ากับว่า เราจะได้เห็นสงครามการค้าดำเนินต่อไป

ไม่แค่นั้น หลายคนมองว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมา ยิ่งทำให้ "ทรัมป์" ใช้นโยบายด้านต่างประเทศแบบ "แข็งกร้าว" กับอำนาจในมือที่มี โดยเฉพาะการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ตามมาตรการปกป้องการค้าที่ไม่เป็นธรรม มาตรา 301 เนื่องจากตรงนี้ เป็นเครื่องมือที่ผลักดันให้เกิดการจ้างงานและการลงทุนในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น

ที่สำคัญ มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนตามมาตรา 301 ทั้ง 2 พรรคในสภาคองเกรส ต่างก็เห็นพ้องต้องกันในประเด็นการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีนต่อสหรัฐฯ จากประเด็นการบังคับการถ่ายโอนเทคโนโลยี ผนวกกับความต้องการลดการขาดดุลทางการค้ากับจีนของประธานาธิบดีทรัมป์ ทำให้ประเด็นความเสี่ยงสงครามการค้าสหรัฐฯ และจีน จะรุนแรงต่อไป

บวกกับตัวเลขขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะยิ่งทำให้ "ทรัมป์" พร้อมจะลงนามบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีสินค้าจีนที่เหลือ 2.67 แสนล้านดอลลาร์ฯ เดินหน้าต่อ เพื่อแสดงจุดยืนของนโยบายและเร่งสร้างผลงานทางการเมือง ก่อนเข้าสู่ฤดูการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 63 รวมไปถึงมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ คงจะเข้มข้นมากขึ้น

บ้านเรามี ผู้ส่งออกหลายราย เริ่มได้รับผลกระทบ แม้จะไม่ได้ตรงๆ แต่อ้อมๆ โดนกันแล้วหลายราย เพียงแค่ยังไม่กล้า กลัวหุ้นจะตก ผลประกอบการที่ออกมาในไตรมาส 3 บางรายน่าจะได้เห็นกันบ้าง แต่บางรายมีการดันราคาหุ้นพุ่งแรง คงต้องมาดูกันว่า ผลลัพท์ที่ออกมาจะเป็นอย่างไร และคงปฏิเสธลำบาก ว่าไม่มีผล

บางราย งดการให้สัมภาษณ์ เพราะเกรงว่าเรื่องที่ว่าจะกระจาย กลายเป็นความตื่นตระหนก แต่ในมุมของผู้บริหารก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะพวกเขากำลังหาทางออก และเปลี่ยนแปลงวิกฤติให้เป็นโอกาส

มองกันง่ายๆ บริษัทไหน เคยทำการค้าขายกับสหรัฐ มองให้ดีๆ เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลง ส่วนจะดีขึ้น หรือแย่ลง ขึ้นอยู่กับการต่อรอง เพราะกระบวนการผลิตของภาคเอกชนในสหรัฐ ยังต้องดำเนินต่อไป เว้นแต่ เขาได้แหล่งผลิตที่ดีกว่า และไม่โดนกีดกันทางการค้า 

ส่วนสงครามการค้า ระหว่างสหรัฐฯ และจีน จะยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เพราะมีห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้ากับจีน หลายหมวดสินค้าเหมือนกัน เช่น พลาสติก ยางพารา แผงวงจรไฟฟ้า คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ฯลฯ หากเศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัว ก็จะทำให้การส่งออกไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามไปด้วย เห็นได้ตัวเลขการส่งออกในรอบที่ผ่าน หากหักการส่งออกทองคำออกไป และไปมองรายอุตสาหกรรม ภาพเริ่มชัดขึ้นแล้ว

  • 952