Social

SCC ปูพรมค้าปลีก-ลอจิสติกส์สไตล์ญี่ปุ่น

อีหล่าน้อย

ปี2561 ไม่ใช่ปีทองของธุรกิจในเครือข่ายบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เพราะครึ่งแรกของปี มีกำไรสุทธิลดลงเกือบ 20% แล้ว (ส่วนหนึ่งมาจากการด้อยค่าทรัพย์สินเนื่องจากผลิตไม่เต็มกำลังการผลิตเต็มที่)นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิลดลงประมาณ 12% แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าอนาคตของSCC (หรือที่ผู้บริหารอยากให้คนรู้จักในนาม SCG)จะกลายเป็นขาลง แต่ถือว่าอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญมากกว่า

3-4 ปีมานี้ การขยับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่บรรยากาศใหม่ของธุรกิจในเครือข่ายบริษัท SCC ดำเนินไปไม่ขาดระยะ แต่ที่ดูโดเด่นมากเป็นพิเศษคือ ธุรกิจขนส่งหรือลอจิสติกส์ที่ขยายตัวจากการทำลอจิสติกส์ภายในกลุ่มเอง(in-house logistics) มาสู่ธุรกิจลอจิสติกส์ให้บริการคนนอกทั่วไปโดยเฉพาะพัสดุขนาดเล็ก(outsourced logistics)

ในด้านธุรกิจที่เงียบเชียบมาหลายปีนี้ ก็ดูเหมือนว่าเริ่มพบสูตรสำเร็จใหม่ที่เข้ามาทำการแข่งขันเพื่อเติมความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น เสริมธุรกิจเดิมที่มีอยู่ เช่นแฟรนไชส์ SCG Home Mart หรือธุรกิจค้าปลีกร่วมทุน บริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL ที่แม้จะเดินหน้าไปได้ดี แต่ยังไม่เพียงพอ

ล่าสุด การแถลงข่าวของ นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC เองว่าได้จัดตั้ง 3 บริษัทใหม่ เดินตามแผนธุรกิจค้าปลีกระบบดิจิทัลและการให้บริการแบบครบวงจรของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีทั้งบริษัทโฮลดิ้ง-แฟรนไชส์ร้านค้าปลีก และให้บริการสินเชื่อผู้รับเหมาแบบครบวงจร

การรุกครั้งใหม่นี้ ด้านหนึ่งเพื่อปิดช่องว่างของจุดอ่อนที่เคยมี และอีกด้านหนึ่งเติมเต็มบริการที่มากกว่าแค่ขายสินค้าด้วยเงินสดล้วน เป็นการหารายได้จากดอกเบี้ย ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกับความรู้ของพันธมิตรใหม่ทางการเงินจากญี่ปุ่น

รายละเอียดที่ไม่มากนักจากการแถลงข่าว ตอกย้ำว่านี้คือยุทธศาสตร์การรุกคืบที่อยูในรูป financial service solutions สำหรับธุรกิจค้าปลีก ซึ่งหากถูกเสริมด้วยลอจิสติกส์ที่แข็งแกร่งของเครือซีเมนต์ไทยด้วยแล้ว จะเป็นกลไกธุรกิจสำคัญที่ขับเคลื่อนธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ระยะหลายปีมานี้ ลดความสำคัญในแง่ทำกำไรอย่างมีนัยสำคัญ

  จัดตั้งบริษัทใหม่ตามแผนธุรกิจค้าปลีกระบบดิจิทัลและการให้บริการแบบครบวงจรของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (CBM) ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของ SCC ได้แก่ 

  1) บริษัท เน็กซ์เตอร์ รีเทล จำกัด (เน็กซ์เตอร์) เพื่อให้แฟรนไชส์แก่ร้านค้าปลีกในประเทศไทย ด้วยทุนจดทะเบียนจำนวน 61.5 ล้านบาท โดย SCC จะถือหุ้นทางอ้อมร้อยละ 100 ผ่านบริษัทลูกที่ถือหุ้นทั้งหมดในธุรกิจ CBM

  2) บริษัท สยาม สมาร์ท ดาต้า จำกัด (สยามสมาร์ทดาต้า) เพื่อเป็นบริษัทโฮลดิ้งสำหรับการลงทุนในบริษัทร่วมทุนในกลุ่ม CBM ในการให้สินเชื่อแก่ธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย ด้วยทุนจดทะเบียน จำนวน 30 ล้านบาท โดย SCC จะถือหุ้นทางอ้อมร้อยละ 51 และ Mitsui & Co., Ltd. จะถือหุ้นร้อยละ 49

  3) บริษัท สยาม เซย์ซอน จำกัด เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างสยามสมาร์ทดาต้า และ Credit Saison Co.,Ltd. ประเทศญี่ปุ่น (Credit Saison) เพื่อให้บริการครบวงจรในด้านสินเชื่อเพื่อเพิ่มศักยภาพของผู้รับเหมาของ SCC ด้วยทุนจดทะเบียนจำนวน 48 ล้านบาท โดยสยามสมาร์ท ดาต้า จะถือหุ้นร้อยละ 60 และ Credit Saison จะถือหุ้นร้อยละ 40

การร่วมมือกับ Credit Saison ซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางการเงินนอนแบงก์อันดับสามของญี่ปุ่น รองจาก JCB และ VISA Japan และเป็นบริษัทในเครือกลุ่มธนาคาร Mizuho Financial Group 

นอกจากจะทำให้สามารถดึงดูดลูกค้าที่เป็นผู้รับเหมา(B2B) ไว้ได้ยาวนานแล้ว ยังช่วยให้สามารถเพิ่มรายได้จากธุรกิจนอน-แบงก์ จากการร่วมทุนให้บริการสินเชื่อขายสินค้าได้อีกต่อหนึ่ง

  ในเชิงกลยุทธ์ธุรกิจแล้ว จะบอกว่านี้คือส่วนหนึ่งของ 6 มาตรการเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจที่กลุ่มเคยประกาศมาก็คงไม่ผิด

การเปิดเกมรุกด้วยเงินลงทุนเพียงเล็กน้อย(ไม่เกิน140 ล้านบาท) ในช่วงธุรกิจมีกำไรย่ำแย่ ในขณะที่เครือ SCC มีสถานะการเงินแข็งแกร่ง และศักยภาพลงทุนสูง จะเป็นการเสริมความสามารถทำกำไรให้กับธุรกิจลอจิสติกส์ใต้ร่มเงาของบริษัทหลักของกลุ่มดังกล่าว บริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด (ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SCC ถือหุ้นทั้งหมด) ที่ลงทุนและทำธุรกรรมล่วงหน้าไปแล้วเต็มเม็ดเต็มหน่วยขึ้น แม้ล่าสุดจะมีรายได้เกิน 2 หมื่นล้านบาทไปแล้ว

หลายปีมานี้ เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ ได้จับมือสร้างพันธมิตธุรกิจกับกลุ่มญี่ปุ่นต่อเนื่องเช่น

- ในปี 2557 ทำสัญญาร่วมทุนกับ บริษัท นิชิเร โลจิสติกส์ (ญี่ปุ่น) จำกัด ผู้นำทางด้านการให้บริการลอจิสติกส์แบบควบคุมอุณหภูมิจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อดำเนินธุรกิจให้บริการลอจิสติกส์แบบควบคุมอุณหภูมิในประเทศไทย โดยเอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์จะมีสัดส่วนการถือหุ้น 51% ซึ่งคิดเป็นเงินลงทุน 575 ล้านบาท ตั้งเป้าให้บริารลูกค้าที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดยเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค และการเติบโตของสินค้าส่งออกประเภทอาหารที่มีคุณภาพสูง 

- จับมือร่วมทุนกับ “ยามาโตะ กรุ๊ป” (YAMATO Group) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แมวดำ” ยักษ์ขนส่งพัสดุรายใหญ่อันดับหนึ่งในญี่ปุ่น จัดตั้ง “บริษัท ยามาโตะ เอเชีย จำกัด” ด้วยทุนจดทะเบียน 633 ล้านบาท สัดส่วนการถือหุ้น “เอสซีจี” 65% และ “ยามาโตะ กรุ๊ป” 35% โดยให้บริการส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วน ภายใต้ชื่อ “เอสซีจี เอ็กซ์เพรส” (SCG Express) เปิดตัวปแล้วเมื่อต้นปี2560 ตั้งเป้าให้บริการขนส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วน ‘Next day delivery Service‘ ตอบความต้องการลูกค้ากลุ่มธุรกิจรายย่อย รับแนวโน้มธุรกิจการค้าออนไลน์ที่โตก้าวกระโดด ได้แก่ บริการขนส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วนถึงบ้าน หรือทัค-คิว-บิง (TA-Q-BIN) บริการรับพัสดุถึงบ้านลูกค้าและจัดส่งถึงปลายทางในวันถัดไป, บริการส่งเอกสารหรือพัสดุภัณฑ์ด่วนระหว่างบริษัทถึงบริษัท (DOCUMENT TA-Q-BIN), บริการเก็บเงินปลายทาง (TA-Q-BIN COLLECT)” พร้อมทั้งลุยขยายศูนย์บริการเอสซีจี เอ็กซ์เพรส (Service Point) และตัวแทนรับพัสดุเอสซีจี เอ็กซ์เพรส (Service Agent) อย่างต่อเนื่อง โดยวางเป้าหมายทั้งปีไว้ที่ 300 สาขา พร้อมกับเตรียมจับมือพันธมิตรเปิดจุดบริการตัวแทนรับพัสดุ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้วมร่วมมือันธมิตรทั้งประเทศเป็นดีลเลอร์ธุรกิจ

  การรุกธุรกิจลอจิสติกส์นี้ จะสามารถเข้ามาเสริมกับช่องทางรุกใหม่ของธุณกิจค้าปลีก+สินเชื่อค้าปลีกที่บริษัทแม่อย่าง SCC สร้างขึ้นมาล่าสุดอย่างเหมาะเจาะชนิด"เรือล่มในหนอง ทองไม่ไปไหนเสีย"

  ก้าวย่างของSCC ล่าสุดนี้ สะท้อนได้ชัดว่า เส้นทางค้าปลีกในไทยยังเปิดกว้างสำหรับนวัตกรรมใหม่ เปิดช่องให้รายใหญ่ลงมาเล่นเต็มที่ คนชนะคือรายที่สามารถสร้างพลังผนึกได้เหนือกว่าในระยะยาว

  • 355