Social

ตลาดหุ้นไทย กำลังโดน "ทำลายล้าง"

ธณพงศ์ มีทอง
"ทำลายล้าง" หรือ Destruction ฟังดูแล้วน่ากลัว แต่ความเป็นจริงๆ มันกำลังน่ากลัวในตลาดหุ้นไทย รวมไปถึงทั่วโลก หลังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Disruptive Technologies นั่นก็คือ นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา จนกระทั่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับของเดิมๆ ที่มีอยู่ หรือ disrupt) ต่อตลาดของผลิตภัณฑ์เดิมๆ จนกระทั่งไม่สามารถยืนอยู่ได้ และสลายหายไปในที่สุด เร็วจนกระทั่งทำให้การปรับตัวของคนอีกหลายต่อหลายคนก้าวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

บางรายไหวตัวทัน ปรับเปลี่ยนตัวเองมาแล้ว 2-3 ปี แต่ก็ยังไม่สำเร็จ ยังคลำหาแนวทางของตัวเองไม่เจอ บางรายเคลื่อนไหวช้า มัวแต่เล่นเกมหุ้น ยิ่งนานวันการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลงไปอีก ทำให้มองเห็นโอกาสการฟื้นตัวแทบจะไม่มี แต่ก็มีข่าวออกมาทางใต้ดิน ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ว่าจะเปลี่ยนนั่น เปลี่ยนนี่ วางเป้าหมายราคาไปตรงนั้น ตรงนี้

มันกำลังอันตรายสำหรับนักลงทุน และอันตรายสำหรับผู้ถือหุ้น ขณะที่บางรายที่อยู่กับเทคโนโลยี ก็กำลังจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อรองรับกับอนาคตที่กำลังจะเกิดภายในระยะ 3-5 ปีข้าง ซึ่งจะส่งผลให้ "อัตราการจ้างงาน" ลดลงอย่างน่าใจหาย และธุรกิจหลายธุรกิจอาจจะต้องปิดตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเวลามาแล้ว จะเป็นดั่งคลื่นสึนามิ 

คำว่า Disruptive Technologies หลายท่านคงเคยได้ยินกันมาแล้ว แต่อาจจะยังนึกไม่ออก ว่ามันจะขยายวงกว้างขนาดไหน สมัยก่อนเชื่อกันว่ามีเพียงความเชื่อ ความศรัทธา ค่านิยมและศาสนาเท่านั้น ที่ทำให้ชีวิตคนเปลี่ยนแปลง แต่เวลานี้คำว่า "เทคโนโลยี" กำลังจะทำให้โลกเปลี่ยนแปลง "สังคม" ก็เปลี่ยนแปลง ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลง ใครที่ตามไม่ทัน มีโอกาสถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

เรารู้จัก "มือถือ" ย้อนอดีตกลับไป 20-30 ปีที่แล้ว มาจนถึงปัจจุบัน ไอดีประจำตัวเรา แต่ก่อนแค่บัตรประชาชน แต่เดี๋ยวนี้มี "อีเมล" (E-Mail) ซึ่งอนาคตเราจะมีสิ่งที่เรียกว่า Any ID ที่จะพ่วงไปกับบัตรประจำตัวประชาชน และสามารถใช้ได้ทั่วโลก เพราะท้ายที่สุดการเชื่อมโยงทางการเงินออนไลน์ คือสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน เรียกระบบว่า National e-Payment ที่รัฐบาลร่วมกับธนาคารต่างๆ ทั่วโลก ผูกร่วมกันกับเลขบัตรประชาชน และเบอร์โทรศัพท์ เข้ากับเลขบัญชีธนาคารเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินกับรัฐบาลได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการรับคืนเงินภาษี สวัสดิการจากรัฐ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และอื่นๆ เป็นการโอนเงินโดยตรงผ่านเลขผ่านเลขบัตรประชาชนที่ผูกไว้กับ Any ID ไม่ต้องรับเช็ค หรือ นำสำเนาสมุดบัญชีไปยืนยัน

“พร้อมเพย์” (PromptPay) คือสิ่งที่เรารู้จัก และได้ยิน เป็นระบบการชำระเงินแบบ ANY ID ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ รวมไปถึง e-Wallet ที่ปัจจุบันมีผู้ให้บริการ e-Wallet ในเมืองไทยเยอะมาก จนเกิดคำถาม ใช้ของใครดี ใครปลอดภัยที่สุด 

ถ้าไปดูความเป็นจริง ไม่ใช่ในเมืองไทย แต่ทั่วโลกก็มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดในหลายประเทศ ทั้งกลุ่ม Non-Bank และกลุ่ม Bank เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคเลือกใช้บริการของตัวเอง ซึ่งช่วงนี้ถือเป็นจุดสำคัญ เพราะผู้บริโภคกำลังเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายจากเงินสดไปเป็น e-Payment มากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นใครยึดเป็นผู้เล่นหลักได้ ย่อมได้เปรียบ

จากเดิมมีแค่กลุ่ม Non-Bank แต่ปัจจุบันฝั่ง Banking เอง ก็พยายามเข้าให้ได้ เพราะได้ปรับตัวเองหลายรอบ เพื่อให้เกิดการเข้าถึงได้ง่าย จากเดิมที่นั่งเป็นนายแบงก์รออยู่ในธนาคาร หวังให้คนเข้ามาหา ก็ต้องกระโดดลงมาทำตลาดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น SCB และ KBANK แม้กระทั่งแบงก์รัฐอย่าง "ธนาคารออมสิน" ก็ถือว่าพยายามผลักดันตัวเองเพื่อสู้กับเอกชน

มาที่ฝั่ง Non-Bank ปัจจุบันมีผู้นำที่ทำตลาดมานานอย่างชัดเจนคือ TrueMoney และมีรายอื่นๆ ที่ยังทำตลาดอยู่อีกเพียบ เช่น Rabbit LINE Pay, Air Pay ฯลฯ และรายอื่นๆ ก็ค่อยๆ ออกจากตลาดไป ส่วน TrueMoney ค่อยๆ เติบโตผ่านธุรกิจสีเทา โดยมีช่องทางตู้เติมเงินของ "บุญเติม" และร้านสะดวกซื้อ "เซเว่นอีเลฟเว่น" ถือเป็นฐานที่แข็งแกร่ง จนกระทั่งปัจจุบันมีผู้ใช้บริการมากกว่า 7 ล้านรายในปัจจุบัน ทั้งในส่วนที่แสดงตน และไม่แสดงตน ซึ่งในส่วนที่ไม่แสดงตน ถูกนำไปใช้ในธุรกิจสีเทา เช่น เติมเงินเกมออนไลน์, พนันออนไลน์, เว็บโป้ เปลือย, รวมไปถึงการแสดงโชว์ผ่านไลฟ์สด ตามห้องลับต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย

อย่างไรก็ตาม หลังๆ Mobile Internet ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต ทำให้สามารถเชื่อมโยงทั่วโลก และสามารถเคลื่อนย้ายได้ผ่าน Smartphones ยี่ห้อต่างๆ ที่สามารถทำอะไรได้มากมาย เช่น สามารถตรวจโรคระยะไกล (เจาะเลือดและให้เครื่องมือติดตั้งกับ Smartphones ตรวจน้ำตาลในเลือด) หรือ Mobile Banking ทำธุรกรรมการเงินผ่านอินเตอร์เน็ต ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ กำลังนำไปสู่ Disruptive Technologies หรือการทำลายล้างทางเทคโนโลยี หากยังมองภาพไม่ออก ลองดูการเข้ามาของ Mobile banking ที่ทำให้วันนี้หลายสิ่ง หลายอย่างจะเริ่มเลือนหายไป มองกันง่ายๆ อีกรอบ กับ "เคาน์เตอร์เซอร์วิส" ที่อยู่ตามร้านสะดวกซื้อ เวลาจ่ายเงินผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส ต้องเสีย 15 บาท ถ้าผ่าน Mobile Banking ฟรี ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม อนาคตเราก็จะเห็นธุรกิจประเภท "เคาน์เตอร์เซอร์วิส" ค่อยๆ หายไป 

ที่สำคัญ การเกิดขึ้นของ Mobile Banking ไม่ได้ทำให้ "เคาน์เตอร์เซอร์วิส" ค่อยๆ ตายไปเท่านั้น แต่บรรดาสาขาเล็กๆ ของแบงก์ที่แต่ก่อนมองว่า จะมาแทนที่สาขาใหญ่ๆ ไปมาๆ ทั้งใหญ่และเล็ก ก็มีโอกาสปิดตัวเหมือนกัน หากยังไม่สามารถรับมือกับ Disruptive Technologies จะยิ่งแย่ไปกว่านี้ รวมทั้งบริษัทต่างๆ ในตลาดหุ้นก็เช่นเดียวกัน

ในช่วงที่ผ่านมาหลายรายในตลาดหุ้น ต้องเปลี่ยนมือ เปลี่ยนเจ้าของ เปลี่ยนธุรกิจ โดยเฉพาะการเปลี่ยนธุรกิจ แต่ไม่ได้เปลี่ยนเจ้าของอันนี้อันตรายกว่า เพราะจนกระทั่งถึงปัจจุบัน บางรายยังไม่ฟื้นตัว ผลกระทบยังไม่จบ แม้จะมีคนบอกว่า  Disruptive Technologies ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะ "นักเศรษฐศาสตร์" มองว่านี่คือวัฎจักรของธุรกิจ หรือ Business Cycle ซึ่งเป็นเรื่องปรกติ ที่จะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ

ก็ไม่เถียง เหมือนตอนปฎิวัติอุตสาหกรรมที่อังกฤษ ซึ่งมีนักประดิษฐ์เทคโนโลยีเข้ามาพลิกโฉมวงการอุตสาหกรรมการทอผ้า และทำให้พวกเขามองกันว่า มันแค่เป็นการทำลายเชิงสร้างสรรค์ Creative Destruction มันจะทำลายเทคโนโลยีเก่า และแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ แต่ผลแห่งการทำลายล้าง มันเกิดขึ้นเร็วกว่าสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมในขณะนั้น

ง่ายๆ หากมองว่าเป็นวัฎจักรของธรรมชาติ เมื่อสิ่งใหม่ดีกว่า มีข้อดีกว่า เราก็ควรจะปรับตัวพัฒนาไป เวลานี้สื่อสิ่งพิมพ์กำลังจะตายไป สื่อทางอินเตอร์เนตกำลังเจริญเติบโต เราต้องปรับตัว ธุรกิจต้องปรับตัว และเปลี่ยนแปลงเพื่อให้อยู่รอดกับสิ่งแวดล้อมใหม่ เพราะการทำลายไม่ใช่สิ่งที่แย่เสมอไป เพราะมันคือการทำลายเชิงสร้างสรรค์ หรือ Creative Destruction จะนำเราไปพบสิ่งที่ดีกว่า

สำคัญที่ว่า ในตลาดหุ้น ใคร หุ้นตัวไหน ที่กำลังแย่ และอนาคตอันไกล หรือใกล้ ที่พวกเขาจำต้องยอมรับสภาพกับการทำลายล้างทางเทคโนโลยี หรือ Disruptive Technologies จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าเราจะถอยก่อน?

  • 2318