Chat Room
กระทรวงพาณิชย์มีมติดึงเวชภัณฑ์-บริการทางการแพทย์เป็นสินค้าควบคุมปี 62
PR Family Listed companies
Wednesday 09 Jan,2019 14:44 / 11 day ago

กระทรวงพาณิชย์ มีมติให้เพิ่มเวชภัณฑ์ การรักษาพยาบาล และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าและบริการควบคุม พร้อมจัดตั้งคณะอนุกรรมการโดยมีตัวแทนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดมาตรการดูแลให้ครอบคลุมและเป็นธรรม ทั้งนี้ส่งผลให้ 2562 มีสินค้าและบริการควบคุมทั้งหมด 52 รายการ

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ครั้งที่ 1/ 62 เพื่อทบทวนรายการสินค้า และบริการควบคุมประจำปี ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ราคาสินค้า โดยที่ประชุม มีมติเพิ่มบัญชีรายการสินค้าและบริการควบคุม อีก 1 รายการ คือ เวชภัณฑ์ จากเดิมที่มีเพียง ยารักษาโรค เป็นสินค้าควบคุม ส่วนบริการควบคุม เพิ่มอีก 1 รายการ ได้แก่ บริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นๆ ของสถานพยาบาล เข้ามาอยู่ในบัญชีควบคุม

นอกจากนี้ได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณากำหนดมาตรการในการดูแลรายการสินค้าและบริการควบคุมใหม่ โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ สมาคมประกัยภัย มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนได้เสีย ร่วมกำหนดมาตรการดูแลให้ครอบคลุมและเป็นธรรม

ที่ประชุมยังมีเห็นชอบให้ถอด 4 รายการสินค้า ออกจากบัญชีสินค้าควบคุม ได้แก่ เยื่อกระดาษ เนื่องจากไม่มีปัญหาด้านโครงสร้างราคาแล้ว เม็ดพลาสติก เนื่องจากมีผู้ผลิตหลายราย ทำให้การแข่งขันสูง แบตเตอรี่รถยนต์ ซึ่งเป็นแบบดั้งเดิมมีผู้ใช้จำนวนน้อย และน้ำตาลทราย ให้สอดคล้องกับนโยบายการลอยตัว และขณะนี้ ราคาในตลาดอยู่ในระดับต่ำ

ทั้งนี้ ในปี 62 จะมีสินค้าที่อยู่ในบัญชีสินค้าและบริการควบคุม จำนวน 52 รายการ แบ่งเป็นสินค้า 46 รายการ และบริการ 6 รายการ จากปี 61 มีสินค้าและบริการควบคุม 54 รายการ แบ่งเป็นสินค้า 49 รายการ และบริการ 5 รายการ ทั้งนี้จะได้นำเสนอผลการประชุมต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติต่อไป

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุว่า การนำค่าเวชภัณฑ์ยา และค่าบริการรักษาจะเป็นสินค้า-บริการควบคุม จะกระทบโรงพยาบาลระดับ :เกรด A (premium) จะได้รับผลกระทบมากกว่าโรงพยาบาลที่รับรักษาระดับกลาง เพราะมีการคิดค่ายา และค่าบริการรักษาทางการแพทย์ที่สูงกว่าอยู่แล้ว

โรงพยาบาลระดับ Premium เช่น BDMS, BH, BCH ระดับกลาง เช่น CHG, RJH, LPH และ EKH เป็นต้น

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุเราเชื่อว่าประเด็นดังกล่าวมีความละเอียดอ่อนและเกิดขึ้นได้ยากเพราะโรงพยาบาลเอกชนมีระดับที่หลากหลายและมีโครงสร้างต้นทุนที่ต่างกัน รวมถึงราคาถูกกำหนดด้วย Demand-Supply อยู่แล้ว แต่หากเกิดขึ้นจริงเราประเมินว่าทุกๆ 5% ของรายได้ค่ายาที่ลดลงจะกระทบกำไรราว 8-10%

แต่เราเชื่อว่าโรงพยาบาลจะมีวิธีปรับตัวเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว เราเลือก Top Pick เป็น BDMS (ราคาเป้าหมาย 30 บาท) และ BCH (ราคาเป้าหมาย 21 บาท)


ที่มา สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -9 ม.ค. 62  

  • 124
Please login at the login page.